ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้พำนักอาศัยใน กทม.

     ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้พำนักอาศัยใน กทม.” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28 – 29 พฤษภาคม 2556 จากประชาชนที่พำนักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครรวมไปถึงผู้ที่เคยเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานครด้วย จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง กระจายทุกระดับการศึกษาและอาชีพ เกี่ยวกับความกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความพึงพอใจต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และแนวทางในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.)  ไม่เกิน ร้อยละ 1.4

     จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการใช้ชีวิตใน กทม. พบว่า ส่วนใหญ่   ร้อยละ 57.68 ระบุว่า มีความปลอดภัยพอสมควร รองลงมา ร้อยละ 34.08 ระบุว่าไม่ค่อยปลอดภัย  ร้อยละ 4.64 ไม่ปลอดภัยเลย  และร้อยละ 3.60 ปลอดภัยมาก ทั้งนี้ประชาชน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.24 ระบุว่า มีความพึงพอใจต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน  รองลงมา ร้อยละ 27.68 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ  ร้อยละ 4.64 ไม่พอใจเลย และร้อยละ 3.12 พอใจมาก

     สำหรับภัยหรืออันตรายที่ประชาชนหวาดกลัวมากที่สุดในระหว่างเดินทางหรือไปที่สาธารณะใน กทม. พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 43.68 กลัวในเรื่องของการปล้น จี้ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ลักขโมย  รองลงมา ร้อยละ 31.04  กลัวอุบัติเหตุบนท้องถนน  ร้อยละ 5.84 การโดนลูกหลงจากความขัดแย้งของผู้อื่น (วัยรุ่นตีกัน/การทะเลาะวิวาท/การชุมนุมประท้วง) ร้อยละ 3.68 กลัวการถูกลวนลาม ข่มขืน  ร้อยละ 3.60 กลัวการถูกทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 3.36 กลัวการถูกล่อลวง  ร้อยละ 3.20 กลัวการก่อวินาศกรรม/การก่อการร้าย  ร้อยละ 0.72  กลัวอันตรายที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานชำรุด เช่น ถนนชำรุด ท่อชำรุด สะพานชำรุด การก่อสร้างตึก เสา/สายไฟฟ้าชำรุด ประปารั่ว เป็นต้น มีเพียง ร้อยละ 4.72 ที่ไม่กลัวต่อภัยหรืออันตราย

     ท้ายสุดเมื่อถามถึงแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้พำนักอาศัยใน กทม. พบว่า ประชาชน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 23.76 เห็นว่า ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้น รองลงมา ร้อยละ 22.16  ประชาชนร่วมมือดูแลกันเอง คอยสอดส่องดูแล เป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่  ร้อยละ 19.84 ควรเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ร้อยละ 17.44 เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด  ร้อยละ 13.84 เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดให้รุนแรงมากขึ้น และ ร้อยละ 1.76 อื่นๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ควรเอาใจใส่ในการกวดขัน หมั่นตรวจตราในพื้นที่ เพิ่มแสงสว่างในที่มืดและที่เปลี่ยว เน้นให้การศึกษากับเด็กและยกระดับคุณภาพชีวิต

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พ.ต.ท. ดร. เกษมศานต์  โชติชาครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับผลการสำรวจในครั้งนี้เพิ่มเติมว่า  “จากผลการสำรวจแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ใน กทม.นั้น มีความปลอดภัยพอสมควร ปัจจัยแรกอาจเนื่องมาจากการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อจิตใจ เช่นล่าสุดข่าวการวางระเบิดในย่านรามคำแหง ซึ่งปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถสืบหาข้อเท็จจริงได้ และอีกปัจจัยหนึ่งคือปัญหาอาชญากรรมทั่วไปที่ประชาชนรับรู้ได้จากข่าวสาร ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยได้ ทั้งนี้แม้ประชาชนจะมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่ประชาชนก็มีความพึงพอใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ/กทม./หรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาหรือควบคุมสถานการณ์ รวมทั้งการเข้าถึงที่เกิดเหตุในเวลาอันรวดเร็ว และประชาชนได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น

     ส่วนภัยอันตรายที่ประชาชนหวาดกลัวมากที่สุดในขณะเดินทางหรือไปที่สาธารณะในกทม. คือ การปล้นชิงวิ่งราวทรัพย์  เป็นเพราะคดีการชกชิงวิ่งราวทรัพย์เป็นคดีที่เกิดบ่อยที่สุด มากที่สุด และประชาชนรับรู้มากที่สุด รวมทั้งเป็นภัยที่ใกล้ตัวมากที่สุด สำหรับแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประชาชน ร้อยละ 23.76 ระบุว่าควรเพิ่มกล้องวงจรปิด และร้อยละ 22.16 ระบุว่าประชาชนควรร่วมมือดูแลกันเอง ตรงนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีเพราะประชาชนเริ่มให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คนในชุมชนช่วยกันดูแลเป็นผลดีทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ส่วนการเพิ่มกล้องวงจรปิดนั้น เหมือนเป็นการเพิ่มการสอดส่องมากขึ้นทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าปลอดภัย เพราะโจรผู้ร้ายอาจไม่กล้าก่อเหตุ และถ้าหากมีการก่อเหตุจริงก็จะสามารถตรวจสอบหาข้อเท็จจริงได้

     ท้ายสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พ.ต.ท. ดร. เกษมศานต์  โชติชาครพันธุ์ ได้กล่าวว่า จากผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชน และประชาชนเองก็เริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือกันและกัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจควรให้การสนับสนุน สร้างความร่วมมือกับประชาชน (Partnership) ในร่วมมือกันแก้ไขปัญหา”