ความเสียหาย-การสูญเสีย

มีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรราว 26,000 รายต่อปี ซ้ำยังมีเหยื่อผู้บาดเจ็บอีกนับหลายแสนราย และมีผู้เคราะห์ร้ายที่กลายเป็นอัมพาตอีกนับไม่ถ้วน จึงถือได้ว่าอุบัติเหตุจราจรของไทยนั้นเป็นภัยพิบัติระดับชาติอย่างหนึ่ง เสมือนว่าประเทศไทยกำลังทำสงครามระดับย่อมอยู่ กลุ่มประชากรที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากที่สุด คือกลุ่มเพศชาย อายุ 15-24 ปี ที่เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจราจรมากกว่าผู้หญิงถึง 4 เท่า) ซึ่งการสูญเสียกลุ่มเยาวชนเหล่านื้ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนักสำหรับประเทศชาติและคนในครอบครัว

ความเสียหายโดยรวมที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุจราจร (ซึ่งคิดคำนวนจาก วันทำงานที่สูญเสียไป ผลิตภาพที่ลดลง ค่ารักษาพยายาล ความเสียหายทางทรัพย์สินและยานพาหนะ ความล่าช้าในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายด้านธุรการอื่นๆ) ได้ส่งผลกระทบทำให้จีดีพีของไทยลดลงไปถึงเกือบร้อยละ 3 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเท่ากับการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิอีกแห่งได้ทุกๆ ปี!

เมื่อช่วงสงกรานต์ของปีที่แล้ว คุณสุทยุต เพื่อนร่วมงานของผมก็ได้เขียนอธิบายถึง “รากเหง้าของอุบัติเหตุทางถนน” โดยชี้แจงว่า พฤติกรรมการขับขี่คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าการเมาแล้วขับนั้นถือเป็นปัญหาเหมือนกันทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลรื่นเริงต่างๆ แต่ในช่วง “เจ็ดวันอันตราย” ของไทยนั้น อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นพุ่งตัวสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว จาก 27 รายต่อวันโดยเฉลี่ย เป็น 52 รายต่อวัน หรือประมาณ 2 รายต่อชั่วโมง

ทั้งๆ ที่โครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการอื่นๆ เช่น สภาพถนน จำนวนตำรวจ บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ฯลฯ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากช่วเวลาปกติสักเท่าใด ตัวเลขเหล่านี้จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการ “แก้ที่คน”